การวัดผล ROI (Return on Investment) คือการคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุนโดยใช้สูตร ROI = ((กำไรสุทธิ / ต้นทุนการลงทุน) x 100%) หรือ ROI = ((รายรับ – ต้นทุน) x 100) / ต้นทุน โดยค่า ROI ที่สูงขึ้นหมายถึงการลงทุนนั้นให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากขึ้น และค่า ROI ที่ติดลบหมายถึงการลงทุนนั้นขาดทุน
สูตรและวิธีการคำนวณ
- สูตรที่ 1: (กำไรสุทธิ / ต้นทุนการลงทุน) x 100%
- กำไรสุทธิ: ผลตอบแทนจากการลงทุน หักลบด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมด
- ต้นทุนการลงทุน: เงินทุนทั้งหมดที่ใช้ไปในการลงทุน
- สูตรที่ 2: ((รายรับ – ต้นทุน) x 100) / ต้นทุน
- รายรับ: จำนวนเงินที่ได้จากการลงทุน
- ต้นทุน: เงินทุนที่ใช้ในการลงทุน
ตัวอย่างการคำนวณ
- ตัวอย่างที่ 1: การลงทุนในหุ้น
- ลงทุนไป 200,000 บาท และมูลค่าหุ้นเพิ่มเป็น 250,000 บาท (กำไร 50,000 บาท)
- ROI=(50,000÷200,000)×100%=25%cap R cap O cap I equals open paren 50 comma 000 divided by 200 comma 000 close paren cross 100 % equals 25 %𝑅𝑂𝐼=(50,000÷200,000)×100%=25%
- ตัวอย่างที่ 2: การลงทุนทำการตลาด
- ลงทุนโฆษณาบน Facebook ไป 10,000 บาท และได้รายได้จากการขาย 15,000 บาท
- ROI=((15,000−10,000)×100)÷10,000=50%cap R cap O cap I equals open paren open paren 15 comma 000 minus 10 comma 000 close paren cross 100 close paren divided by 10 comma 000 equals 50 %𝑅𝑂𝐼=((15,000−10,000)×100)÷10,000=50%
- ROI คืออะไร ? เผยสูตรคำนวณ ROI ที่ช่วยวัดผลตอบแทนก่อนลงทุนROI = (กำไรสุทธิจากการลงทุน / จำนวนเงินที่ลงทุน) x 100. ตัวอย่างวิธีคิด ROI. สมมติว่าคุณลงทุนในหุ้น 200,000 บาท และหนึ่งปีต่อมาหุ้นของคุณมีมูลค่า 250,000 บาท
ความสำคัญของการวัดผล ROI
- วัดความคุ้มค่า: ช่วยบ่งบอกว่าการลงทุนนั้นมีประสิทธิภาพดีหรือไม่ โดยค่า ROI ที่สูงแสดงว่าการลงทุนนั้นคุ้มค่า
- เปรียบเทียบการลงทุน: ช่วยให้เปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนต่างๆ ได้
- ประเมินผลแคมเปญ: ช่วยวัดความสำเร็จของแคมเปญการตลาด เช่น โฆษณาออนไลน์ ว่าคุ้มค่ากับเงินที่ลงไปหรือไม่
- วางแผนอนาคต: ข้อมูล ROI ช่วยในการวางแผนการตลาดและการลงทุนในอนาคตได้